Get Adobe Flash player

PopeReport Fanpage

 

maxresdefault

สรุปเนื้อหา พระสมณสาส์น เลาดาโตซี

สารวันสันติภาพสากล : วัฒนธรรมการดูแลเอาใจใส่เป็นหนทางสู่สันติภาพ

วีดีโอสารคดี เลาดาโตซี

เพลงเลาดาโตซี

 

สมณสาส์น “ขอคำสรรเสริญจงมีแด่พระองค์”
LAUDATOSII:ว่าด้วยการเอาใจใส่ดูแลบ้านส่วนรวมของเรา

    สมณสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสมุ่งประเด็นไปที่ “ระบบนิเวศที่สมบูรณ์”  พร้อมกับการพิทักษ์ธรรมชาติของโลกด้วยความยุติธรรมต่อคนยากจนและคนที่เสียง ต่อการได้รับอันตรายมากที่สุดด้วย พระองค์ตรัสว่าในสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ทัศนคติ ความคิด สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า เรากับเพื่อนมนุษย์ และเรากับธรรมชาติ   เพื่อให้ชีวิตกลับคืนสู่ความสมดุลย์และมีความกลมกลืนอีกครั้ง การกลับตัวกลับใจใหม่ในท่าทีที่ถูกต้องเท่านั้น เราจึงจะสามารถจัดการกับการคุกคามที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้  พระองค์ยืนยันว่าแม้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือดีที่มีอยู่ซึ่งทำให้เรา สามารถได้ยินเสียงเรียกร้องของผืนโลก แต่ว่าการเสวนาและการศึกษาก็เป็นกุญแจสำคัญสองดอกที่สามารถ “ช่วยเราให้รอดพ้นจากการทำลายตนเองซึ่งปัจจุบันกำลังโถมกระหน่ำเราอยู่”


    สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสไตร่ตรองและตั้งคำถามที่ท้าทายมาก ในสภาวะที่ภูมิอากาศของโลกผันแปรแบบเฉียบพลัน และระบบนิเวศผกผลัน พระองค์จึงตั้งประเด็นว่า “โลกชนิดไหนกันที่พวกเราจะส่งมอบต่อให้กับผู้ที่จะตามมาภายหลัง ต่อลูกหลานที่กำลังเจริญเติบโต?”

    คำตอบที่พระองค์เสนอนั้นเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในระบบ การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม รวมถึงวิถีชิวิตของเราแต่ละคนด้วยในสมณสาส์น “ขอคำสรรเสริญจงมีแด่พระองค์” (LAUDATOSIi) จึงมีเนื้อหาสาระดังนี้
    วิเคราะห์ บทที่ 1 การท้าทายที่สำคัญที่สุดที่กำลังเผชิญกับ “บ้านส่วนรวมของเราคือผืนแผ่นดินโลกนี้”
    อากาศเป็นพิษ ขยะ และ ความมักง่ายชอบทิ้งขว้าง:  “โลกซึ่งเป็นบ้านส่วนของพวกเราดูเหมือนกำลังกลายเป็นกองขยะส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว”
    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ:  “เราทราบว่ามีสิ่งหนึ่งที่กำลังท้าทายมนุษย์ทุกวันนี้ แต่หลายคนที่มีอำนาจทางทรัพยากร เศรษฐกิจ และการเมืองดูเหมือนมัวแต่สาละวนอยู่แต่เล่นลิ้นกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง หรือปิดบังปัญหาดังกล่าว”
    น้ำ:  “การมีน้ำสะอาดที่สามารถดื่มได้เป็นสิทธิสากลพื้นฐานของมนุษย์” แต่ประชากรส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กต้องเจ็บไข้ได้ป่วยและเสียชีวิตลงเพราะดื่ม น้ำที่มีเชื้อโรค”
    ความหลากหลายของชีวิตสัตว์และพืช:  “แต่ละปีเราจะเห็นการสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชนับพันชนิด” เราไม่อาจเดาถึงผลร้ายที่จะตามมา เพราะ “เราทุกคนที่เป็นสัตว์มีชีวิตต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน”   บ่อยครั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจข้ามชาติเป็นอุปสรรคต่อการปกป้องคุ้มกัน
    การล่มสลายของการจัดระบบสังคม:  รูปแบบปัจจุบันของการพัฒนาสังคม ส่งผลร้ายต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ และ “หลายเมืองใหญ่ๆ ขาดโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งใช้พลังไฟฟ้าและน้ำมากเกินความจำเป็น”
    ความไม่เท่าเทียมในโลก:  ปัญหาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อคนที่ตกอยู่กับความเสี่ยงที่จะได้รับ อันตรายรวมถึงมนุษย์ส่วนใหญ่ของโลก  การแก้ไขไม่ได้อยู่ที่การลดอัตราการเกิด  แต่ต้องแก้ที่การบริโภคสุดโต่ง
    
วิเคราะห์ บทที่ 3 พูดถึงรากเหง้าของปัญหาที่เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตที่กำลังทวีเพิ่มขึ้นทุกๆวัน ซึ่งมาจาก
    เทคโนโลยี:  ยุคแห่งเทคโนโลยี่นำเอาความเจริญก้าวหน้ามาสู่การพัฒนาที่ค่อนข้างยั่งยืน แต่ละเลยไม่คำนึงถึงหลัก “จริยธรรม”  ความก้าวหน้า“ให้ความรอบรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรทางเศรษฐกิจแก่คนบางคน หรือคนกลุ่มน้อยเท่านั้นซึ่งทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นเจ้านายของมวลมนุษย์
    สภาวะจิตที่หมกมุ่นหลงไหลในเทคโนโลยี:  “เศรษฐกิจรับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีทุกอย่างโดยเล็งผลกำไรเป็นที่ ตั้ง  แต่ในตัวมันเองนั้นการตลาดไม่สามารถรับรองถึงการพัฒนามนุษย์และสังคมแบบองค์ รวมได้
    มนุษย์คือศูนย์กลางของชีวภาพ:  ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและการล่มสลายของสังคมเป็นผลของการที่มอง “ทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่งดงามนอกจากว่ามันนำมาซึ่งผลประโยชน์สำหรับตนเอง”
    แรงงาน:  ระบบนิเวศที่สมบูรณ์จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณค่าของแรงงานเพื่อทุกคนสามารถที่ จะมีงานทำ  นี่เป็นการทำธุรกิจเลวร้ายต่อสังคมที่ไม่ยอมลงทุนกับคนเพื่อที่จะทำกำไรใน ระยะสั้น
    เทคโนโลยีด้านชีววิทยา:  “Genetically modified organism (GMO)”เป็นประเด็นที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  ซึ่งช่วยแก้บางปัญหาได้ก็จริง แต่ว่ามันก็นำเอาปัญหามาด้วยเช่นกัน เช่น ที่ดินตกอยู่ในกำมือของเจ้าของเพียงไม่กี่คน ตัดแข้งตัดขาของเกษตรกรรายย่อย ทำลายระบบชีวภาพและระบบนิเวศ

    ดังนั้นการแก้ปัญหาระบบนิเวศจะอยู่ตรงไหน? ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวไว้ข้างบนและน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
LAUDATOSII:ว่าด้วยการเอาใจใส่ดูแลบ้านส่วนรวมของเรา

    คำสอนจากบทที่ 2 พระวาจาพระเจ้าเรื่องการสร้างสรรพสิ่ง:  
สำรวจ พระคัมภีร์ทั้งพระธรรมเก่าและพระธรรมใหม่เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์ นั้นมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า กับเพื่อนมนุษย์ และกับโลกที่ถูกสร้างขึ้น  เราต้องยอมรับความบาปของเราเมื่อเราทำลายความสัมพันธ์ดังกล่าวและต้อง ตระหนักถึง “ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่” ที่เราต้องมีต่อสิ่งสร้างของพระเจ้า

    ข้อเสนอจากบทที่ 4 การจัดระบบนิเวศที่บริบูรณ์:  
เรา จำเป็นต้องค้นหาความจริงใหม่แห่งความยุติธรรมซึ่งหมายความว่า “การวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่อาจที่จะแยกออกจากการวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวกับมนุษย์ ครอบครัว การงาน เศรษฐกิจ และการเมือง” ในขณะเดียวกันการแก้ปัญหาต้องมีพื้นฐานบน “การเลือกเข้าข้างเพื่อนร่วมโลกพี่น้องชาย-หญิง ของเราที่ยากจนที่สุด”

    ข้อเสนอ จากบทที่ 5  การเสวนา:  
วิธี เข้าถึงปัญหาและการลงมือปฏิบัติเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องมี “การอภิปรายที่มีใจเปิดกว้างและซื่อสัตย์ เพื่อที่ผลประโยชน์พิเศษของบางคนหรือบางกลุ่มหรืออุดมการณ์บางอย่างจะไม่ไป ขัดกับความดีส่วนรวม”  พระศาสนจักรไม่ประสงค์ที่จะไปจัดการระบบเรื่องวิทยาศาสตร์หรือเปลี่ยนแปลง นโนบายใดๆ แต่พระศาสนจักรสามารถส่งเสริมการเสวนาเกี่ยวกับการบริหารจัดการในระดับโลก และระดับท้องถิ่น  เพื่อการตัดสินใจที่โปร่งใส  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งพร้อมที่จะเสวนาด้วยความเคารพกับผู้ที่มีความเชื่อแตกต่างกันและกับ โลกวิทยาศาสตร์
    
  ข้อเสนอจากบทที่ 6 การศึกษา   การเปลี่ยนใจใหม่  การมุ่งชีวิตฝ่ายจิต:  
การศึกษา  พระสันตะปาปาขอร้องให้โรงเรียน ครอบครัว สื่อ และพระศาสนจักรทุกส่วนให้ช่วยกันหล่อหลอมนิสัยและพฤติกรรม  การเอาชนะการเห็นแก่ตัวขณะที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและรู้จักประมาณใน การบริโภค ซึ่งจะสามารถ “กดดันผู้มีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม” ให้เกิดการเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในสังคมได้  

การเปลี่ยนแปลงหัวใจใหม่เกี่ยวกับระบบนิเวศ:  นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีในฐานะที่เป็นต้นแบบของ “ความห่วงใยอย่างจริงจังในการปกป้องพิทักษ์โลก” ซึ่งท่านแสดงให้ปรากฏในรูปแบบของความกตัญญูต่อพระเจ้าในสิ่งสร้างบนผืนแผ่น ดินโลก  การมีใจกว้าง ความคิดสร้างสรรค์ และการที่มีใจกระตือรือร้น

ชีวิตฝ่ายจิต:  สมณสาส์นจบด้วยภาวนาสองบทเป็นการแสดงถึงความเชื่อในพระเจ้านั้นสามารถหล่อ หลอมและเป็นแรงบันดาลใจให้เราปกป้องธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ พระตรีเอกภาพ แบบฉบับของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ และความหวังของเราที่จะได้รับชีวิตนิรันดรสามารถสอน กระตุ้น และเพิ่มความเข้มแข็งไห้เราสามารถปกป้องพิทักษ์ธรรมชาติโลกที่พระเจ้าทรง ประทานให้กับเรา  

(นำเสนอโดย วิษณุ  ธัญญอนันต์)
สรุปจากเนื้อข่าวสารของวิทยุวาติกัน

 

บทสรุปแบบที่ 2 

พระสมณสาส์น

ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า
(Laudato Si’)

ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
เกี่ยวกับการดูแลรักษาโลก บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

 

            พระสมณสาส์นฉบับใหม่ “Laudato Si’  ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” เป็นพระสมณะสาส์นฉบับที่สองในรัชสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เป็นพระสมณสาส์นด้านสังคมสมัยใหม่ที่พระองค์ประสงค์เสวนากับทุกศาสนา เกี่ยวกับโลก-บ้านที่เราใช้ร่วมกัน  บรรดาผู้นำประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างรอคอยและให้ความสนใจพระสมณสาส์นฉบับนี้ “พระวรสารแห่งสิ่งแวดล้อม”

            สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเริ่มต้นพระสมณสาส์นด้วย บทเพลงแห่งสิ่งสร้างของนักบุญฟรังซิสแสดงให้เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ที่จะตรัสในพระสมณสาส์นฉบับนี้

            “Laudato si, mi’ Signore”  “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” คือคำที่นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีร้องสรรเสริญพระเจ้า ในบทเพลงอันไพเราะนี้ท่านเตือนเราว่า บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันนี้ เป็นเสมือนพี่สาวคนหนึ่ง ซึ่งเราแบ่งปันชีวิตด้วยกัน  และเป็นเสมือนมารดาผู้งดงาม ซึ่งต้อนรับเราด้วยอ้อมแขนที่โอบกอดเรา “ขอสรรเสริญพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า สำหรับผืนแผ่นดิน พี่สาวและมารดาของเรา ผู้ค้ำจุนปกป้องเราและผลิตพืชผลนานาชนิด พร้อมดอกไม้หลากสีสัน อีกทั้งผักหญ้านานาพันธ์” (LS 1)

            สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเชื้อเชิญให้เราทำงานร่วมกัน  ทรงท้าทายเราให้มองภาพที่สะท้อนความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อโลกใบนี้  และทรงเตือนใจเราว่าพระเจ้าได้ทรงสดับฟังเสียงคร่ำครวญของโลกและคนยากจน ต่อไปนี้เป็นแนวคิดหลัก 5 ประการที่พระองค์ประสงค์จะสื่อสารกับคริสตชนและทุกกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้  ในบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน


  1. ให้เราร่วมกันดูแลบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน-บ้านที่กำลังอยู่ในวิกฤติ

            สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงตรัสกับ  “บุคคลทุกคนที่ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้” และทรงเชื้อเชิญพวกเขา “เข้าสู่การเสวนากับทุกคน ในหัวข้อเรื่อง บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน”(LS 3) พระสมณสาส์น Laudato Si’ สื่อสารถึงผู้ฟังทั่วโลกเกี่ยวกับสภาพวิกฤติทางนิเวศวิทยา และความเข้าใจในการสอนทางสังคมสำหรับคาทอลิก ซึ่งเราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราทุกคนให้มี    ส่วนร่วมสร้างอนาคตของโลก  “เราจำเป็นต้องมีการกลับใจ ซึ่งรวมเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียว เพราะข้อท้าทายเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังประสบ...เราทุกคนสามารถร่วมมือกัน เป็นเครื่องมือของพระเจ้า 

            ในการปกป้องดูแลสิ่งสร้าง ตามวัฒนธรรม ความคิดริเริ่ม และความสามารถของแต่ละคน” (LS 14)  พระองค์ทรงเชิญชวนเราเข้าสู่สัมพันธภาพ  ทรงเรียกร้องการกลับใจ และทรงวิงวอนให้เรายอมรับว่า  “หัวข้อเหล่านี้จะต้องไม่ถูกพิจารณาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หรือถูกละเลย แต่ต้องนำกลับมาพิจารณา และทำให้เพิ่มพูนมากขึ้นอยู่เสมอ” (LS 16)   สิ่งสำคัญสุดที่พระสมณสาส์นสื่อถึงเราในการใช้ชีวิตของพวกเราก็คือ “เมื่อเราพูดถึง ‘สิ่งแวดล้อม’ เราหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและสังคม ซึ่งป้องกันไม่ให้เราแยกธรรมชาติออกจากตัวเรา....ซึ่งตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบธรรมชาติ และระบบทางสังคม ไม่มีการแยกออกเป็นสองวิกฤติ คือวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมและวิกฤติด้านสังคม  แต่เป็นวิกฤติเดียวกันที่ซับซ้อน...แนวทางการแก้ปัญหาจึงเป็นการทำความเข้าใจอย่างแท้จริงในการต่อสู้กับความยากจน เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้ถูกทอดทิ้ง และในเวลาเดียวกัน เพื่อธำรงรักษาธรรมชาติไว้” (LS 139)

  1. ภูมิอากาศเป็นทรัพย์สินส่วนรวม

            สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเน้นว่าไม่มีโลกที่เป็นของคนใดคนหนึ่ง  “ภูมิอากาศเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของทุกคนและเพื่อทุกคน” (LS 23)  “มนุษยชาติได้รับการเรียกร้องให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต การผลิต และการบริโภค เพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน...” (LS 23) สิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อการย้ายถิ่น ความเสี่ยงของประชากรที่ปัจจุบันมีผู้อพยพตามภูมิอากาศ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลก ที่ส่งผลร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเป็นหนึ่งในข้อท้าทายหลักสำหรับมนุษยชาติ ผลกระทบที่ร้ายแรงอาจเกิดขึ้นกับประเทศที่กำลังพัฒนาในศตวรรษหน้า คนยากจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน...และปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของบรรดาคนยากจนที่สุด ซึ่งถูกบังคับให้ต้องอพยพย้ายถิ่น ด้วยความไม่แน่ใจในอนาคตของตนและลูกหลาน...การไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองต่อความทุกข์ของพี่น้องชายหญิงเหล่านี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการสูญเสียความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสังคมที่มีอารยธรรม” (LS 25) การสูญเสียความหลากหลายทางสายพันธ์เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด “การสูญพันธ์ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นผู้ทำให้สายพันธ์ต่างๆ หลายพันชนิด ไม่สามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยการดำรงอยู่ได้อีกต่อไป และไม่สามารถสื่อสารกับเราได้อีก เรามนุษย์ไม่มีสิทธิที่จะกระทำเช่นนี้” (LS 33) พวกเราลืมไปว่าภูมิอากาศเป็นทรัพย์สินส่วนรวม ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ระบบนิเวศน์ก็เช่นเดียวกันเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่ของส่วนตัว  ดังนั้นจึงจำเป็นที่เราต้องพิจารณาความรับผิดชอบของเราที่ต้องมีต่อระบบนิเวศน์และอนาคตรุ่นต่อไป  แต่ดูเหมือนเราจะขาดการพิจารณา “เราเองอาจกลายเป็นพยานที่ไม่ปริปากพูดถึงความอยุติธรรมที่ร้ายแรงเช่นนี้ เมื่อเราคิดว่าเราได้รับผลประโยชน์ที่สำคัญ ในขณะที่มนุษยชาติส่วนที่เหลือทั้งในปัจจุบันและอนาคต ต้องจ่ายมูลค่าความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมที่สูงมาก” (LS 36)

  1. สิ่งสร้างเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของพวกเรา

            “เราไม่ใช่พระเจ้า แผ่นดินที่มีอยู่ก่อนหน้าเรา เราได้รับมอบหมายมา” (LS 67)  ความจำเป็นที่มนุษย์ต้องนอบน้อมและศักดิ์ศรีแห่งสิ่งสร้างเป็นแนวคิดที่ครอบคลุมพระสมณสาส์น Laudato Si’  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงให้ความหมายของหนังสือปฐมกาลว่า เป็นการเริ่มสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ  “พระคัมภีร์มิได้ให้มนุษย์มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง โดยไม่ใส่ใจสิ่งสร้างอื่นๆ เลย” (LS 68)  สัมพันธภาพที่เรามีต่อพระเจ้าไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ที่เราพึงมีต่อเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์กับบรรดาสิ่งสร้างอื่นๆ ด้วย  ไม่มีผู้ใดที่จะมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าโดยปราศจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านและกับธรรมชาติ  “ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กัน และการปกป้องดูแลชีวิตของเราอย่างแท้จริง รวมทั้งความสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาตินั้นไม่สามารถแยกออกจากภราดรภาพ ความยุติธรรม และความซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นได้” (LS 70) เรามีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่เราต้องตระหนักเสมอว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นปฐม ไม่ใช่มนุษย์  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงวิงวอนให้เราคำนึงถึงศักดิ์ศรีและความเปราะบางของธรรมชาติ  “มนุษย์มีหน้าที่ต้องพัฒนาความสามารถพิเศษในการปกป้องโลก และพัฒนาศักยภาพต่างๆ หากเราตระหนักถึงคุณค่าและความอ่อนแอของธรรมชาติ และในเวลาเดียวกันตระหนักถึงความสามารถที่พระผู้สร้างทรงประทานให้เรา... โลกที่อ่อนแอซึ่งพระเจ้าทรงมอบหมายให้มนุษย์ดูแลนั้น ท้าทายสติปัญญาของเราที่ต้องตระหนักว่า เรามีแนวทางการพัฒนาและจำกัดอำนาจของเราอย่างไร” (LS 78)  พระองค์ทรงให้เราตั้งอยู่บนความคิดพื้นฐานทางสังคมที่คาทอลิกสอน  พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และสิ่งสร้างทั้งมวลเป็นของพระเจ้า  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงให้ความสนพระทัยในความยุติธรรมตามช่วงวัยการพัฒนาที่ไม่เสมอภาค  และการเป็นหนี้ทางนิเวศวิทยา

  1. สิทธิของการมีชีวิต

            ชีวิตและศักดิ์ศรีถูกหล่อหลอมในทุกมิติของการสอนทางสังคมของคาทอลิกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงแสดงความเห็นเกี่ยวกับผู้ที่มุ่งหาความถูกต้องให้กับการทำแท้ง โดยกล่าวอ้างการปกป้องธรรมชาติ  “เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กัน การปกป้องธรรมชาติจึงมิอาจไปกันได้กับการส่งเสริมแก้ต่างในเรื่องการทำแท้ง แนวทางการศึกษาเพื่อต้อนรับบุคคลอ่อนแอที่แวดล้อมเรา ซึ่งบางครั้งเป็นเรื่องรบกวนและน่ารำคาญนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้หากเราไม่ปกป้องตัวอ่อนของมนุษย์  แม้ว่าการให้เด็กเกิดมานั้นจะเป็นเรื่องลำบากยุ่งยากใจและก่อให้เกิดปัญหาก็ตาม  ‘หากบุคคลและสังคมสูญเสียความเอาใจใส่ที่จะต้อนรับชีวิตใหม่ การต้อนรับรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็สูญเสียไปด้วย’(97)” (LS 120) “เมื่อเราไม่ตระหนักถึงคุณค่าของคนยากจนในความเป็นจริง ไม่สนใจตัวอ่อนของมนุษย์ รวมทั้งบุคคลที่มีชีวิตในสภาพพิการ ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะได้ยินเสียงร้องของธรรมชาติ” (LS117)  เสียงร้องของคนยากจนกับเสียงร้องของธรรมชาติมีการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สิทธิการมีชีวิตยังมีอีกสองประเด็นที่สำคัญคือ น้ำและการบริโภค 

            น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกชีวิต พระสันตะปาปาฟรังซิสทรงชี้ให้เห็นสภาวะการขาดแคลนโอกาสในการเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่แผ่ขยายวงกว้างออกไป ในช่วงต้นของพระสมณสาส์นพระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ว่า “โอกาสการมีน้ำที่ดื่มได้และปลอดภัยเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์และเป็นสิทธิสากล เพราะเป็นความอยู่รอดของบุคคล และเป็นเงื่อนไขการเคารพสิทธิของผู้อื่น โลกของเราเป็นหนี้ทางสังคมอย่างมากต่อคนยากจนที่ขาดแคลนน้ำดื่ม...เพราะยังขาดการตระหนักถึงความร้ายแรงของพฤติกรรมเช่นนี้ ในบริบทที่มีปัญหาเรื่องความอยุติธรรมที่รุนแรง” (LS 30) 

            การบริโภคก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง  “แทนที่จะแก้ไขปัญหาของคนยากจนและคิดถึงโลกที่แตกต่างออกไป บางคนกลับพอใจเพียงแค่เสนอให้ลดอัตราการเกิดเท่านั้น...การกล่าวอ้างเรื่องจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยมิได้พูดถึงการบริโภคนิยมอย่างสุดโต่งและการเลือกบริโภคนั้น จึงกลายเป็นวิธีการปฏิเสธที่จะเผชิญปัญหา เป็นเพียงข้ออ้างที่สนับสนุนรูปแบบการกระจายทรัพยากรในปัจจุบัน  ซึ่งคนจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ตนมีสิทธิที่จะบริโภคส่วนที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถบริโภคได้...” (LS 50)

  1. ศิลาของนักบุญฟรังซิส

            สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเริ่มพระสมณสาส์นด้วยคำกล่าวของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า”  พระองค์ได้กล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านนักบุญฟรังซิสเป็นแบบอย่างอันยอดเยี่ยมของการปกป้องดูแลผู้อ่อนแอและสิ่งแวดล้อม...ในตัวท่าน เรามองเห็นได้ถึงความห่วงใยในธรรมชาติ ความยุติธรรมต่อคนยากจน การทำงานเพื่อสังคม และสันติภาพภายใน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้” (LS 10) และพระองค์ทรงเริ่มด้วยคำว่า โลก-พี่สาว “บัดนี้ พี่สาวผู้นี้ส่งเสียงร้อง เพราะความเสียหายที่เราได้ก่อให้เกิดขึ้นกับเธอ  ด้วยการใช้ทรัพย์สินที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เธออย่างไม่รับผิดชอบและฟุ่มเฟือย” (LS 2)  บทเพลงแห่งสิ่งสร้างเป็นเสียงเพลงที่ก้องอยู่ในใจของเราเพื่อให้เราตระหนักว่า พระเจ้าทรงดำรงอยู่ในทุกสิ่ง “เมื่อเราตระหนักถึงภาพสะท้อนของพระเจ้าในทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ จิตใจก็ปรารถนาถวายเกียรติแด่พระเจ้าสำหรับสิ่งสร้างและ พร้อมกับสิ่งสร้างทุกประการของพระองค์ ดังที่ปรากฏอยู่ในบทเพลงอันไพเราะของนักบุญฟรังซิสอัสซีซี” (LS 87)  พระองค์ยังทรงกล่าวถึงภราดรภาพแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันระดับสากลที่ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดจะถูกกีดกัน “ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับ มนุษย์เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นพี่น้องชายหญิงในการจาริกที่น่าอัศจรรย์ เชื่อมสัมพันธ์กันด้วยความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อสิ่งสร้างแต่ละชนิดของพระองค์ และรวมเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยความรักที่อ่อนโยน กับพี่ชายตะวัน พี่สาวจันทรา พี่สาวธารา และแม่ธรณี” (LS 92)  ในช่วงท้ายของพระสมณสาส์นพระองค์ได้เชิญชวนเราให้ “กลับใจทางนิเวศวิทยา”  โดยได้ทรงกล่าวว่า “คริสตชนบางคนที่ปฏิบัติศาสนกิจและภาวนา กลับเคยชินที่จะไม่สนใจห่วงใยสิ่งแวดล้อม โดยอ้าง สัจนิยม (realism) และปฏิบัตินิยม (pragmatism) ส่วนคนอื่นๆ ก็เพิกเฉย ไม่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนความเคยชินของเขา และปฏิบัติตนไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นเขาจึงต้องการ ‘การกลับใจทางนิเวศวิทยา’ ซึ่งเรียกร้องให้บังเกิดผลจากการได้พบพระเยซูคริสตเจ้าในความสัมพันธ์กับโลกที่ล้อมรอบตัวเขา...” (LS 217)  

            พระสมณสาส์น “Laudato Si’ ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” แบ่งออกเป็น  6  บท แบบตรงไปตรงมาและเป็นตรรกต่อกัน  รายละเอียดเนื้อหาในแต่ละบทสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ทรงอ้างอิงข้อความทางเทววิทยาของนักบุญต่างๆ และนักเทววิทยาอื่นๆ และเป็นครั้งแรกที่พระสมณสาส์นมีการอ้างอิงถึงเอกสารจากการประชุมสมัชชาพระสังฆราชจากหลายภูมิภาคของโลก  นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการเสวนากับสาขาวิชาต่างๆ ด้วย 

            เนื้อหาสาระของพระสมณสาส์นทั้ง  6  บทนี้ อาจนำมาสรุปประเด็นที่น่าสนใจเป็นถ้อยคำจากบทแต่ละบทที่เป็นจุดหมาย และเนื้อสารของบทนั้นๆ ได้ดังนี้

บทที่ (Chapter)

จุดมุ่งหมายของสาร
(Goal)

เนื้อสาร
(Message)

บทที่ 1

สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านของเรา

WHAT IS HAPPENING TO OUR COMMON HOME

            ข้อพิจารณาไตร่ตรองทางเทววิทยาและปรัชญา เกี่ยวกับสถานการณ์ของมนุษยชาติและของโลก อาจมองดูว่าเป็นเรื่องซ้ำซากน่าเบื่อและเป็นนามธรรม หากไม่ได้นำเสนอในลักษณะใหม่ให้เป็นการเผชิญหน้ากับบริบทปัจจุบัน ในสิ่งที่ยังไม่เคยพูดถึงมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะพิจารณาว่าความเชื่อได้นำแรงบันดาลใจและข้อเรียกร้องใหม่ๆมาให้โลกอย่างไร ข้าพเจ้าขอเสนอให้เราหยุดสักครู่ เพื่อมองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านของเรา (LS 17)

            แน่นอนว่าเมื่อระบบของโลกตกอยู่ในสภาพวิกฤติ มนุษย์ก็ต้องเข้ามาแทรกแซง แต่ในปัจจุบัน มนุษย์เข้าไปแทรกแซงสิ่งที่ซับซ้อนอย่างเช่นธรรมชาตินี้ ในระดับที่ก่อให้เกิดหายนะอย่างต่อเนื่องจากน้ำมือมนุษย์ บ่อยครั้งมนุษย์เป็นผู้สร้างวงจรของปัญหาขึ้น เมื่อมนุษย์เข้ามาแก้ไขปัญหา แต่หลายครั้งกลับทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เมื่อมองดูโลกของเรา จะเห็นว่าระดับการแทรกแซงของมนุษย์เช่นนี้ บ่อยครั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อบริโภคนิยมและการลงทุน ซึ่งทำให้แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี้สูญเสียความมั่งคั่งและความงดงาม เราคิดว่าเราสามารถทดแทนความงดงาม ซึ่งไม่อาจทดแทนและเรียกกลับ มาได้นั้น ด้วยสิ่งต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นเอง (LS 34)

บทที่ 2

พระวรสารแห่งสิ่งสร้าง

THE GOSPEL OF CREATION




            เพราะเหตุใดเอกสารนี้จึงเขียนถึงทุกคนที่มีน้ำใจดี และมีบทหนึ่งที่อ้างถึงความมั่นใจในความเชื่อ ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าในมิติทางการเมืองและความคิดเห็นนั้น บางคนปฏิเสธความคิดเรื่องพระผู้สร้างอย่างรุนแรง หรือเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญและคิดว่าการมีส่วนร่วมของศาสนาต่างๆ เพื่อมุ่งสู่นิเวศวิทยาเชิงบูรณาการ และเพื่อพัฒนามนุษยชาติที่สมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องเหลวไหล บางครั้งผู้คนก็เห็นว่าศาสนาเป็นวัฒนธรรมรองที่ต้องทนรับเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์และศาสนาซึ่งนำเสนอความเข้าใจที่แตกต่างในเรื่องของความจริง สามารถเข้าสู่การเสวนาได้อย่างเข้มข้นและบังเกิดผล (LS 62)

            เรามิใช่พระเจ้า แผ่นดินที่มีอยู่ก่อนหน้าเรา เราได้รับมอบหมายมา เป็นความจริงที่บางครั้งเราคริสตชนตีความพระคัมภีร์อย่างผิดๆ แต่ในปัจจุบันเราต้องปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า เรามีอำนาจเด็ดขาดเหนือสิ่งสร้างอื่นๆ เพราะเรามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า ข้อความในพระคัมภีร์เชื้อเชิญเราให้ “ไถพรวนและรักษา” สวนของโลก (เทียบปฐก. 2:15) ในขณะที่การเพาะปลูกหมายถึงการไถเตรียมผืนดิน ส่วนการดูแลรักษา หมายถึงการปกป้อง การสงวนไว้ การเฝ้าระวัง รวมถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันอย่างรับผิดชอบระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ แต่ละชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากความดีของแผ่นดินในสิ่งที่จำเป็นเพื่อมีชีวิตรอด อย่างไรก็ตามชุมชนมนุษย์มีหน้าที่ต้องรักษาผืนดินไว้ และรับรองความต่อเนื่องของความอุดมสมบูรณ์สำหรับชนรุ่นต่อไป (LS 67)

บทที่ 3

น้ำมือของมนุษย์ในวิกฤตินิเวศวิทยา

THE HUMAN ROOTS OF THE ECOLOGICAL CRISIS

            ไม่มีประโยชน์ใดที่จะบรรยายถึงอาการต่างๆของวิกฤติด้านนิเวศวิทยา หากเราไม่ตระหนักถึงสาเหตุจากน้ำมือของมนุษย์ ซึ่งเป็นวิธีการที่จะเข้าใจถึงชีวิตและกิจกรรมของมนุษย์ที่เบี่ยงเบน และเป็นปฏิปักษ์กับโลกหรือทำร้ายโลก เพราะเหตุใดเราจึงไม่หยุด เพื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ในการพิจารณาไตร่ตรองนี้ ข้าพเจ้าเสนอให้เรามุ่งความสนใจไปที่กระบวนทัศน์ที่ตัดสินด้วยวิทยาการซึ่งมีอิทธิพล รวมทั้งบทบาทและการกระทำของมนุษย์ในโลก (LS 101)

            เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ต้นเหตุของปัญหาความยุ่งยากมากมายในโลกปัจจุบัน ก่อนอื่นใดคือแนวโน้มที่จะรับกระบวนวิธีการและจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ให้กลายมาเป็นกระบวนทัศน์ความเข้าใจที่กำหนดชีวิตของบุคคล และกลไกของสังคม ผลของการใช้รูปแบบหล่อหลอมความเป็นจริงทั้งด้านมนุษย์และสังคมเช่นนี้ เห็นได้จากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องตระหนักว่า วัตถุที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีนั้นมิได้มีความเป็นกลาง เพราะได้สร้างกรอบที่กำหนดวิถีชีวิต และชี้นำโอกาสทางสังคมไปในแนวทางผลประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม การตัดสินใจในบางเรื่องจึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นการตัดสินใจเลือกรูปแบบชีวิตทางสังคมที่พวกเขาต้องการสร้างขึ้น (LS 107)

บทที่ 4

นิเวศวิทยาเชิงบูรณาการ

INTEGRAL ECOLOGY

            เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันเรียกร้องให้มองดูวิกฤติระดับโลกในทุกมิติ ข้าพเจ้าขอเสนอให้เราพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ของนิเวศวิทยาเชิงบูรณาการ ซึ่งเคารพมิติด้านมนุษย์และสังคมอย่างชัดเจน (LS 137)

            นิเวศวิทยาทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญที่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงที่กว้างขึ้น “การปกป้องสิ่งแวดล้อมต้องเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการพัฒนา และต้องไม่ถูกแยกออกมาเพียงลำพัง” (114) ขณะเดียวกัน มนุษยนิยม (humanism) ก็มีความสำคัญ การวิเคราะห์ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกออกจากปัญหาการวิเคราะห์บริบทด้านมนุษย์ ครอบครัว การทำงาน สังคมเมือง และความสัมพันธ์ของแต่ละบุคคลกับตนเอง ซึ่งสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับบุคคลอื่นๆ และสิ่งแวดล้อม (LS 141)

บทที่ 5

แนวทางและการปฏิบัติ

LINES OF APPROACH AND ACTION


            ข้าพเจ้าได้พยายามวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของมนุษยชาติ ทั้งจากความแตกแยกของโลกที่เราอาศัยอยู่ และจากสาเหตุที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ในความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การสังเกตความเป็นจริงนี้ แสดงให้เราเห็นแล้วถึงความจำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวทาง และเสนอกิจกรรมบางประการ บัดนี้ให้เราพยายามหาแนวทางสำคัญในการเสวนาที่จะช่วยเราให้หลุดพ้นจากวงจรการทำลายตนเอง ซึ่งเรากำลังจมอยู่ (LS 163)

            หลังจากได้เอาชนะอุปสรรคต่างๆ มากมาย เรามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นที่จะคิดว่าโลกเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน และมนุษยชาติเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน การที่โลกต้องพึ่งพาอาศัยกัน มิได้หมายความแต่เพียงตระหนักว่าผลร้ายที่มาจากวิถีการดำเนินชีวิต การผลิตและการบริโภคจะกระทบถึงทุกคนเท่านั้น แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาในมิติระดับโลก และมิใช่เพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบางประเทศเท่านั้น การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันทำให้เราต้องคิดถึงโลกหนึ่งเดียว และโครงการที่วางแผนร่วมกัน จำเป็นที่จะต้องมีมติในระดับโลกที่จะนำไปสู่การวางแผน การเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและหลากหลาย การพัฒนารูปแบบพลังงานทดแทนที่ก่อมลพิษน้อย การสนับสนุนการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรทางทะเลที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น และการให้ทุกคนมีน้ำที่ดื่มได้ (LS 164)

บทที่ 6

การศึกษาและจิตตารมณ์ ด้านนิเวศวิทยา

ECOLOGICAL EDUCATION AND SPIRITUALITY

            มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนอื่นใด มนุษยชาติต้องการการเปลี่ยนแปลง การตระหนักถึงจุดกำเนิดเดียวกัน การเป็นเจ้าของร่วมกัน และการมีอนาคตร่วมกัน เป็นสิ่งสำคัญ การตระหนักถึงพื้นฐานนี้ ช่วยให้เกิดการพัฒนาความเชื่อมั่น ทัศนคติ และรูปแบบชีวิตใหม่ๆ รวมทั้งเป็นความท้าทายด้านวัฒนธรรม จิตวิญญาณ และการศึกษา ซึ่งต้องใช้กระบวนการฟื้นฟูที่ยาวนาน (LS 202)

            ในการนำเสนอความสัมพันธ์กับสิ่งสร้าง ในมิติแห่งหลับใจที่สมบูรณ์ของบุคคลให้เราคิดถึงแบบอย่างของนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ท่านยอมรับความผิดพลาดของท่าน ทั้งบาป ความชั่วร้าย หรือการละเลย ท่านเป็นทุกข์ถึงบาปสิ้นสุดจิตใจ และมีการเปลี่ยนแปลงภายในบรรดาพระสังฆราชแห่งออสเตรเลียได้แสดงออกถึงการกลับใจ โดยใช้คำว่าการคืนดีกับสิ่งสร้าง “ในการทำงานเพื่อการคืนดีสำเร็จเป็นจริง เราต้องตรวจสอบชีวิตของเรา และตระหนักว่าเราได้ทำผิดต่อสิ่งสร้างของพระเจ้าในลักษณะใด ทั้งด้วยการกระทำของเรา และความล้มเหลวในการกระทำ เราต้องมีประสบการณ์แห่งการ กลับใจหรือการเปลี่ยนแปลงจิตใจ” (153) (LS 218)

 

 

Search

Fanpage NS Diocese

frame

โปรแกรมพระคัมภีร์ฉบับคาทอลิก

ลิงค์คาทอลิก

www.vatican.vaคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร์วิถีชุมชนวัดกระบวนการชื้นฟูชุมชนศิษย์พระคริสต์วิทยาลัยแสงธรรมหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ