🪦วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ
🙏🏼(The Commemoration of All the Faithful Departed)
🌿ความหมายและความสำคัญ
- การระลึกถึงผู้ล่วงลับ: เป็นวันสำคัญในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่คริสตชนจะร่วมใจกันอธิษฐานภาวนาและอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังรับการชำระในไฟชำระ (Purgatory) เพื่อให้ได้รับความสุขนิรันดรในสวรรค์
🫓มิสซาบูชาขอบพระคุณ
ในวันนี้พระศาสนจักรอนุญาตให้พระสงฆ์ถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณได้ 3 มิสซาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน/
ห่างกัน โดยมีเงื่อนไขดังนี้ คือ
1. มิสซาแรกจะอุทิศให้กับใครก็ได้
2. มิสซาที่ 2 อุทิศให้กับผู้ล่วงลับทุกๆคน
3. มิสซาที่ 3 อุทิศให้ตามพระประสงค์ขององค์สมเด็จพระสันตะปาปา
🌿พระคุณการุญ
✨1.พระคุณการุญครบบริบูรณ์ ซึ่งสัตบุรุษรับได้และต้องอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระเท่านั้น ใน 2 กรณีดัง
ต่อไปนี้
1.1 ณ วันใดวันหนึ่งระหว่างวันที่ 1-8 พฤศจิกายน โดยให้ไปเยี่ยมสุสานอย่างศรัทธา หรือสวดภาวนาอุทิศ
แด่ผู้ล่วงลับ
1.2 ณ วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ (หรือ ณ วันที่พระสังฆราชท้องถิ่นอนุญาต เช่น ณ วันอาทิตย์ก่อน
หรือหลังวันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ หรือ ณ วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย) โดยให้ไปเยี่ยมวัดหรือวัดน้อยอย่างศรัทธา และสวดบท “ข้าแต่พระบิดา” และ “ข้าพเจ้าเชื่อ”
✨2.พระคุณการุญไม่ครบบริบูรณ์ ซึ่งสัตบุรุษรับได้ตลอดทั้งปีและต้องอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระเท่านั้น ใน 2 กรณีดังต่อไปนี้
2.1 ให้ไปเยี่ยมสุสานอย่างศรัทธา หรือสวดภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ
2.2 ให้สวดอย่างศรัทธาบทภาวนาทำวัตรเช้า หรือบทภาวนาทำวัตรเย็นของบทภาวนาทำวัตรอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ หรือให้สวดบทเร้าวิงวอน
“โปรดให้เขาได้พักผ่อนตลอดนิรันดรเถิด พระเจ้าข้า – ขอให้เขาได้เห็นแสงสว่างตลอดกาลเทอญ
🪦การระลึกถึงการจากไปของบรรดาสัตบุรุษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ผู้ที่เรารัก ผู้ที่เรารู้จัก ผู้ที่เป็นสมาชิกในคณะนักบวชเดียวกับเรา ฯลฯ เราสามารถย้อนธรรมเนียมอันน่าชมยิ่งนี้ ไปสู่ยุคของพระธรรมเก่าเลยทีเดียว ซึ่งได้มีการกล่าวถึงในหนังสือของมัคคาบี ฉบับที่ 2(2มคบ 12: 39-45)คือในปี 163 ก่อนคริสตกาล ยูดาห์ มัคคาบี ซึ่งเป็นหัวหน้าของพวกยิว ได้สั่งให้เก็บรวบรวมร่างที่ไร้วิญญาณของพวกยิวด้วยกัน ที่ถูกฆ่าตายในสนามรบ มาทำพิธีปลงศพ ในช่วงเวลาที่ทำการเก็บศพอยู่นั้น ก็บังเอิญไปพบเครื่องรางของขลังที่ไปได้มาจากวิหารของชนต่างศาสนาซ่อนไว้อยู่ใต้เสื้อยาวของผู้ตาย นี่เป็นการละเมิดข้อธรรมบัญญัติอันได้มีการบัญญัติไว้ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ ๗(ฉธบ 7: 25) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเผารูปแกะสลักอันเป็นรูปพระทั้งหลายของชนต่างชาติเสียด้วยไฟ ท่านทั้งหลายอย่าโลภอยากได้เงินหรือทองซึ่งปิดรูปพระอยู่นั้น หรือนำไปเป็นของท่าน เกรงว่าท่านจะหลงสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าสิ่งเหล่นั้นเป็นของพึงรังเกียจแด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” เมื่อเห็นเช่นนี้ ทันทียูดา ห์และพรรคพวกก็ได้พร้อมใจกันสวดภาวนาวิงวอนพระเจ้าได้โปรดอภัยบาปของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งได้ทำการต่อสู้เพื่อพระเกียรติมงคลของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นยูดาห์ได้ทำการรวบรวมเงินจำนวนหน ึ่ง เพื่อที่จะนำส่งไปที่กรุงเยรูซาเล็ม สำหรับเป็นค่าของการถวายเครื่องบูชาแห่งการชดเชยใช้โทษบาปเพื่อผู้ตาย โดยมีความเชื่อมั่นว่าที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อหวังการกลับคืนชีพของผู้ตาย เพราะถ้าหา กท่านไม่เชื่อว่าผู้ล่วงลับจะกลับคืนชีพแล้ว การภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ก็คงไม่จำเป็นและงมงาย…นั่นย่อมหมายถึงว่าคำภาวนาและการถวายเครื่องบูชาของบรรดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ สามารถช่วยผู้ตายให้หลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ของบาปได้
✨ส่วนในพระธรรมใหม่นั้น ก็คงมีแต่ข้อความเดียวที่พบได้ในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงทิโม ธี ฉบับที่ ๒(2ทธ 1: 16-18) ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาแก่ครอบครัวของโอเนสิโฟรัสด้วยเถิด …ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดประทานพระเมตตาแก่เขา ในวันพิพากษาด้วยเถิด”
🌿ในสองสามศตวรรษแรกของคริสตศาสนา ธรรมเนียมของการภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ได้มีการกล่าวถึงเฉพาะในการสลักเป็นรูปภาพและเป็ นลายลักษณ์อักษรที่หลุมฝังศพของผู้ตายเท่านั้น
🌿การกล่าวถึงการภาวนาอุทิศแก่ผู้ตายในพิธีกรรมสาธารณะ เช่นในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณซึ่งต้องถือว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุดและในการชุมนุมสวดพร้อมๆกันสำหรับผู้ตาย สามารถพบได้ในผลงานเขียนของแตร์ตุลเลียนในช่วงปลายศตวรรษที่ 3 …ในปี 337 พระศ พของจักรพรรดิคอนสแตนติน ได้รับการวางไว้ที่หน้าพระแท่นบูชา พระสงฆ์และสัตบุรุษมาชุมนุมกันเพื่อภาวนาอุทิศแด่พระองค์…นักบุญอัมโบร ส พระสังฆราชแห่งเมืองมิลานในศตวรรษที่ 4 ได้กล่าวถึงความตายของพี่ชายของท่านและการประกอบพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณอย่างสง่าโอ กาสครบรอบวันตายของพี่ชายที่จากไปด้วย… นักบุญยอห์น คริสซอสโตม ในปลายศตวรรษที่ 4 ได้พูดถึงธรรมเนียมปฏิบัติของการภาวนาอุทิศแก่ ผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการร่วมในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณและในการทำทานซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้เป็นอย่างดีที่สุด
🌿ธรรมเนียมปฏิบัติของการภาวนาอุทิศแก่ผู้ตายนี้ ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นอย่างดี จนกระทั่งถึงในศตวรรษที่ 13 สภาสังคายนาลีอองส์ ที่ 2 ในปี 1247 ได้ออกเอกสารของสภาสังคายนาอย่างเป็นทางการ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้โดยผนวกเรื่องของไฟชำระเข้าไว้ด้วย คือบ รรดาวิญญาณที่ต้องได้รับการชำระล้างหลังจากความตายแล้วนั้น สามารถได้รับความช่วยเหลือด้วยพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ การทำทาน การ ภาวนา รวมทั้งกิจศรัทธาอื่นๆตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร…ต่อมาในปี 1476 พระสันตะปาปาซิกส์ตุส ที่ 4 ได้อนุญาตให้มีพระคุณการุ ญครบบริบูรณ์สำหรับอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระได้ ซึ่งยังได้รับการปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ โดยได้รับการปรับปรุงให้ดูดียิ่งขึ้น
🙏🏼อย่างไรก็ตาม การระลึกถึงวิญญาณของผู้ตายในวันนี้กำเนิดมาจากอารามฤาษีคณะเบเนดิกตินที่คลูนี และพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 15 ก่อนสงครามโลกครั้งแรก ได้อนุญาตให้พระสงฆ์สามารถถวายบูชามิสซาได้ 3 มิสซาในวันนี้
