✒️เรียบเรียงโดย … เปาโล
✨1
🌿“กิ่งไม้งาม” คือความหมายอันงดงามของชื่อ “เบธาราม” ตามตำนานความศรัทธาที่เล่าสืบต่อกันมา … มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเก็บดอกไม้อยู่ริมแม่น้ำ แต่พลาดตกลงไปในน้ำ กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาร่างของเธอไปยังบริเวณน้ำลึก เด็กสาวไม่สามารถขึ้นจากน้ำได้ จึงร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากแม่พระ ทันใดนั้น แม่พระทรงปรากฏองค์พร้อมกับอุ้มพระกุมาร และทรงยื่นกิ่งไม้ให้เด็กสาว เธอคว้ากิ่งไม้นั้นไว้ จึงรอดพ้นจากการจมน้ำ ชื่อ “เบธาราม” จึงเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าแห่งความไว้วางใจในความช่วยเหลือและคำเสนอวิงวอนของพระนางมารีย์ … กิ่งไม้ที่แม่พระทรงยื่นให้เด็กสาวในเรื่องเล่านั้น อาจเป็นภาพสะท้อนจิตตารมณ์ของคณะเบธาราม ที่ปรารถนายื่นมือช่วยเหลือและนำความหวังไปสู่ผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบากในชีวิต
💬ขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเบธารามที่เราเพิ่งทำการฉลองการทำงานในประเทศไทยครบ 75 ปี โดยมี พระสังฆราชเปโตร สุพจน์ ฤกษ์สุจริต ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ เป็นประธานพิธีบูชาขอบพระคุณ ร่วมด้วย พระอัครสังฆราชปีเตอร์ ไบรอัน เวลส์เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย และ พระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม ประมุขสังฆมณฑลเชียงราย ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ไปร่วมงานในวันนั้นได้รับความประทับใจ และเข้าใจ “ธรรมชาติ” ของคณะนักบวชแพร่ธรรมคณะนี้มากขึ้น พระคุณเจ้าสุพจน์กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่เคยได้รับข่าวดี ได้กลายเป็นผู้ประกาศข่าวดี” คณะเบธารามเมื่อเข้ามาในประเทศไทย ได้ทำงานประกาศข่าวดีกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในดินแดนมิสซังเชียงใหม่ ทำให้ผู้คนจำนวนมากได้รู้จักพระคริสตเจ้าและเข้ามาเป็นคริสตชน ผู้ที่เคยได้รับข่าวดีเหล่านั้น ต่อมาได้กลายเป็นผู้ประกาศข่าวดีเสียเอง ทั้งในฐานะพระสงฆ์ นักบวช และคริสตชนฆราวาส ซึ่งต่างทำหน้าที่ประกาศข่าวดีตามกระแสเรียกและบทบาทของตน





✨2
🌿คณะสงฆ์พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งเบธาราม (Sacred Heart of Jesus of Bétharram) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1835 ณ เบธาราม ประเทศฝรั่งเศส โดย นักบุญมีคาแอล การีกอยส์ ผู้เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1797 ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1823 และถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1863 ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1947 เรื่องราวของคณะเบธารามในประเทศไทยมีจุดเชื่อมโยงสำคัญกับ เมืองตาลี (Tali) มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งคณะเริ่มงานแพร่ธรรมในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1924 ก่อนเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่ทำให้มิชชันนารีต้องออกจากประเทศจีน โดยสมาชิกกลุ่มสุดท้ายถูกขับไล่ออกในช่วงต้นปี ค.ศ. 1952 ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ในปี ค.ศ. 1950 คุณพ่อแซงต์กีลี เจ้าคณะแขวงเบธารามที่ตาลี ได้ติดต่อพระสังฆราชหลุยส์ โชแรง ประมุขมิสซังกรุงเทพฯ เพื่อขอเข้ามาทำงานแพร่ธรรมในประเทศไทย และได้รับการตอบรับในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1951 ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1951 คุณพ่อแซงต์กีลีเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ตามมาด้วยคุณพ่อโจเซฟ เซกีน็อต คุณพ่อโรเจอร์ เปเดบิโด และพระสงฆ์อีกสององค์
⛪พระสังฆราชหลุยส์ โชแรง ได้มอบหมายให้คณะเบธารามรับผิดชอบงานอภิบาลในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน สืบต่องานจากคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) โดยใช้บ้านเก่าของสถานกงสุลฝรั่งเศส ถนนเจริญประเทศ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่พักแห่งแรกของคณะ งานแพร่ธรรมในดินแดนล้านนาเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1953 คุณพ่อโจเซฟ เซกีน็อต และคุณพ่อเซเวรีโน โฟญีนี เริ่มงานในชุมชนชาวกะเหรี่ยง ต่อมาในปี ค.ศ. 1954 คณะได้รับมอบหมายให้ดูแลวัดพระหฤทัยเชียงใหม่ โดยมีคุณพ่อลองไดส์ เบแอร์ เป็นเจ้าอาวาส ก่อนขยายงานไปยังแม่ปอน (ค.ศ. 1955) แม่สะเรียง (ค.ศ. 1956) ฝางและแม่โถ (ค.ศ. 1958) โดยมีคุณพ่ออ๊อกซีบาร์และคุณพ่อเซกีน็อตเป็นกำลังสำคัญ ความเติบโตของชุมชนคริสตชนภาคเหนือส่งผลให้สันตะสำนักประกาศแยกมิสซังเชียงใหม่ออกจากมิสซังกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1959 และมีการประกาศการแบ่งเขตมิสซังอย่างเป็นทางการโดยพระสมณทูตยอห์น กอร์ดอน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1960 จากนั้น งานอภิบาลและการศึกษายังคงพัฒนาต่อไป ในปี ค.ศ. 1961 คุณพ่อเซเวรีโน โฟญีนี เปิดโรงเรียนที่บ้านป่าตึง อำเภอแม่แจ่ม และมีการเปิดเสกวัดนักบุญมีคาแอล การีกอยส์ จอมทอง ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 มีพิธีวางศิลาฤกษ์อาสนวิหารพระหฤทัยเชียงใหม่หลังใหม่ ก่อนเปิดเสกอย่างสง่าเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965
⌛วันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1966 คณะได้เปิดเสกบ้านเบธาราม เชียงใหม่ และในวันที่ 10 กรกฎาคม ปีเดียวกัน มิสซังเชียงใหม่ได้รับการยกฐานะเป็นสังฆมณฑลเชียงใหม่ โดยมี พระสังฆราชลูเซียน ลากอสต์ เป็นประมุของค์แรก นับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการสร้างความมั่นคงให้แก่พระศาสนจักรในภาคเหนือ ต่อมาในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1975 สังฆมณฑลเชียงใหม่ได้บวชพระสงฆ์พื้นเมืององค์แรก คือ คุณพ่อซีริล นิพจน์ เทียนวิหารและในปีเดียวกัน พระสังฆราชโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล ได้รับการอภิเษกเป็นประมุของค์ต่อมา ขณะที่คณะเบธารามยังคงขยายพันธกิจ โดยคุณพ่ออัลแบร์โต เปนซา ไปประจำที่บ้านโป่ง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปี ค.ศ. 1988 มีพิธีเปิดเสกบ้านเณรของคณะที่สามพราน โดย พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู และในปีเดียวกัน พระสังฆราชยอแซฟ สังวาลย์ ศุระศรางค์ เข้ารับตำแหน่งประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ ต่อมาพระสังฆราชลูเซียน ลากอสต์ ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1989 และมีพิธีปลงศพที่อาสนวิหารพระหฤทัยเชียงใหม่ อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1999 เมื่อคณะมีพระสงฆ์ชาวไทยสององค์แรกของคณะเบธาราม ได้แก่ คุณพ่อเปาโล มารีอา สุบัญชา ยินดีงาม และคุณพ่อมีคาแอล ติดคำ ใจเลิศฤทธิ์ สะท้อนถึงการเติบโตของกระแสเรียกท้องถิ่นและการสืบทอดจิตตารมณ์ของคณะในประเทศไทย วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 2001 คณะเบธารามฉลอง 50 ปีแห่งการแพร่ธรรมในประเทศไทย โดยมีพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธานพิธีบูชาขอบพระคุณ ต่อมาในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 2018 สันตะสำนักประกาศสถาปนาสังฆมณฑลเชียงราย ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตของพระศาสนจักรภาคเหนือ
📆ในปี ค.ศ. 2023 คณะเบธารามในประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัชชาใหญ่ของคณะ ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 9–29 มิถุนายน ณ สวนเจ็ดริน จังหวัดเชียงใหม่ แสดงถึงบทบาทของประเทศไทยในครอบครัวเบธารามระดับนานาชาติ ตลอด 75 ปีแห่งพระพร (ค.ศ. 1951–2026) จากเมืองตาลีในประเทศจีนสู่ดินแดนล้านนา บรรดามิชชันนารีของคณะเบธาราม ทั้งพระสังฆราชลูเซียน ลากอสต์ คุณพ่อแซงต์กีลี คุณพ่อเซกีน็อต คุณพ่อโฟญีนี คุณพ่อเปเดบิโด คุณพ่ออ๊อกซีบาร์ คุณพ่อลองไดส์ คุณพ่อมีร์โก คุณพ่อเปนซา และสมาชิกอีกจำนวนมาก ล้วนมีส่วนร่วมในการวางรากฐานพระศาสนจักร ผ่านงานอภิบาล การศึกษา การสร้างชุมชนความเชื่อ และการประกาศข่าวดีท่ามกลางประชาชนหลากหลายชาติพันธุ์
✨3
ผมเห็นว่าสิ่งที่พระสงฆ์และพระสังฆราชบางท่านได้บันทึกไว้เป็น “ความทรงจำ” เกี่ยวกับคณะเบธารามนั้น น่าประทับใจไม่น้อย … พระคุณเจ้าวุฒิเลิศ ได้เล่าไว้ในสารแสดงความยินดีถึงประสบการณ์เมื่อครั้งยังเป็นเณรใหญ่ปีหนึ่ง และความคุ้นเคยกับบรรดามิชชันนารีของคณะ รวมทั้งกล่าวถึงพระคุณเจ้าวีระและคุณพ่อวรยุทธ ในช่วงปิดภาคเรียนมีโอกาสขึ้นไปสัมผัสชีวิตบนดอย เห็นความทุ่มเทของบรรดามิชชันนารีในการดูแลคนยากจน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พระคุณเจ้ายังกล่าวในสารแสดงความยินดีอีกว่า “นี่ทำให้เห็นถึงแบบอย่างในการเป็นพระสงฆ์” และเป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้มั่นคงในกระแสเรียก
📃คุณพ่อซีริล นิพจน์ เทียนวิหาร ท่านบันทึกเรื่องราวอันน่าประทับใจไว้ในสารแสดงความยินดีว่า “มีความซาบซึ้ง และขอบคุณที่ได้มีโอกาสสัมผัส และทำงานร่วมกับคุณพ่อของคณะหลายท่าน” ท่านยังระลึกถึงพระคุณเจ้าลากอสต์ว่า เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการอภิบาลพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ และได้มอบคำสอนสำคัญในวันที่ท่านรับศีลบวชว่า “คุณพ่อต้องรับผิดชอบพระศาสนจักรท้องถิ่นนะ” ส่วนคุณพ่อแซงต์กีลี ผู้บุกเบิกงานที่แม่ริม เป็นแบบอย่างแห่งการรับใช้และความถ่อมตน ทำให้แม่ริมกลายเป็นพื้นที่แห่งการศึกษาสำหรับผู้นำชาวบ้านและเยาวชน เป็นสถานที่สืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาชุมชน และพัฒนานักคิดชาวบ้าน (Organic Intellectual) แก่นจิตตารมณ์ของเบธารามคือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตของประชาชนตามแบบอย่างธรรมล้ำลึกแห่งการรับสภาพมนุษย์ (Incarnation) การร่วมแบ่งปันชีวิตกับชาวบ้านอย่างสมถะ เรียบง่าย และกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของพี่น้องประชาชน เปรียบเหมือน “หน่วยกล้าตาย” (Commando) ที่พร้อมทำงานยากลำบากและท้าทาย ทั้งบนดอยและพื้นราบ ความทรงจำเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า จิตตารมณ์เบธารามไม่ได้อยู่เพียงในธรรมนูญของคณะ แต่ปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านชีวิตของบรรดามิชชันนารีที่ยอมเดินทางไปอยู่กับผู้คน เรียนรู้ภาษาของพวกเขา และร่วมทุกข์ร่วมสุขในชีวิตประจำวัน
✨4
📖ผมพลิกดูเรื่องราวต่อเนื่อง พบว่ามีบันทึกไม่มากนักที่เกี่ยวกับ “เบธาราม” และ “นครสวรรค์” สังฆมณฑลของผม แต่จำได้ว่า เรื่องราวของพี่น้องคริสตชนบ้านแม่เหว่ย หรือ “แม่เวย์” เกี่ยวข้องกับ คุณพ่อมีร์โก พระสงฆ์คณะเบธาราม ซึ่งปรากฏชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงเริ่มต้นของชุมชนความเชื่อแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1962 ชาวบ้านได้ส่งตัวแทนไปพบคุณพ่อที่แม่สะเรียง ด้วยความสนใจและปรารถนาจะรู้จักคริสต์ศาสนา คุณพ่อจึงเดินทางมาสำรวจพื้นที่ และพบว่าบ้านแม่เวย์อยู่ในจังหวัดตาก ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเขตมิสซังกรุงเทพฯ จึงได้แจ้งเรื่องให้พระสังฆราชหลุยส์ โชแรง ทราบ ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 คุณพ่อจึงส่งมอบการดูแลกลุ่มคริสตังสำรองกลุ่มแรกให้แก่ คุณพ่อยอแซฟ แกงตาร์ด ผู้เข้ามารับช่วงงานธรรมทูต รากความเชื่อที่เติบโตขึ้นในพื้นที่ของสังฆมณฑลนครสวรรค์ เขตปกครองที่ 3 จึงมีชื่อของ “เบธาราม” ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงเริ่มต้นด้วย จะว่าเป็นคนอื่นไกลก็คงไม่ใช่ เพราะเบธารามอยู่กับเรามาตั้งแต่ก่อนการสถาปนามิสซังนครสวรรค์ ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นเพื่อนพี่น้องของเราเอง … 🌿ต่อมา คณะเบธารามได้เข้ามาร่วมงานในสังฆมณฑลนครสวรรค์อีกครั้งในสมัยพระคุณเจ้าพิบูลย์ เมื่อ ค.ศ. 2008 และกลับเข้ามาร่วมพันธกิจอีกครั้งใน ค.ศ. 2026 สมัยพระคุณเจ้าธวัช โดยปัจจุบันทำงานอภิบาลและแพร่ธรรมในเขตแพร่ธรรมแม่ตะวอ นอกจากการวางรากฐานความเชื่อแล้ว อีกหนึ่งมรดกสำคัญของมิชชันนารีเบธาราม คือความพยายามเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของประชาชนที่พวกท่านเข้าไปใช้ชีวิตร่วมด้วยในพิธีฉลอง 75 ปี มีบทเพลงภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่คณะทำงานด้วย ทั้งภาษาปกาเกอะญอและภาษาอาข่า ผมพลิกดูทั้งหนังสือเพลงในพิธีและหนังสืออนุสรณ์ แต่ไม่พบเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเขียนภาษาปกาเกอะญอด้วยอักษรโรมัน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ริโรเหม่” ในช่วงท้ายพิธีมิสซา พระคุณเจ้าวุฒิเลิศได้กล่าวถึง คุณพ่อโจเซฟ เซกีน็อต ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและปรับระบบการเขียนภาษาปกาเกอะญอด้วยอักษรโรมันขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยอาศัยและปรับจากระบบอักษรที่มีการใช้อยู่ก่อนแล้ว ระบบดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการศึกษา การภาวนา บทเพลง และการถ่ายทอดความเชื่อการเรียบเรียงภาษาและพัฒนาระบบเขียนเพื่อสร้างการสื่อสาร ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา ความอดทน และความพยายามอย่างมาก ที่สำคัญคือ ผู้ที่อุทิศตนทำงานนี้เป็น “ฝรั่ง” คนหนึ่ง ซึ่งมิได้มองภาษาเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่ยอมเรียนรู้และเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนที่ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า การประกาศข่าวดีของคณะเบธาราม ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างวัดหรือชุมชนคริสตชน แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมศักดิ์ศรี ภาษา วัฒนธรรม และการศึกษาของประชาชนด้วย
✒️ปล.
⛪เรื่องราวของ “เบธาราม” สมกับเป็นคณะแพร่ธรรมจริง ๆ บุกเบิกอย่างหนัก เมื่อชุมชนแห่งหนึ่งเติบโตเข้มแข็ง ก็พร้อมออกเดินทางไปบุกเบิกในพื้นที่ใหม่ … คำว่า “คอมมานโด” จึงไม่ห่างไกลจากความจริงนัก ไม่ชักช้า ไม่มีข้อแม้ ไม่กลับคำ ทำด้วยความรัก จาก “กิ่งไม้งาม” ที่แม่พระทรงยื่นให้เด็กสาวในเรื่องเล่า มาถึงมือของมิชชันนารีที่ยื่นออกไปช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องตลอด 75 ปีที่ผ่านมา … เบธาราม กิ่งไม้งามในประเทศไทย🌿
