🕊️“จงไปในสันติสุขของพระคริสตเจ้าเถิด”
✒️เรียบเรียงโดย … เปาโล
🪦1
🍂เมื่อใครสักคนจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ เรามักหวนกลับไปหาความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน บางความทรงจำทำให้เราเสียดาย และบางความทรงจำทำให้เราเข้าใจความหมายของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าเดิม เมื่อมองย้อนชีวิตของ ครูบุญขีด เรไร ผมยิ่งเข้าใจความหมายของ “พระประสงค์ของพระเจ้า” ที่มีต่อมนุษย์แต่ละคน พระเจ้าทรงสามารถนำชีวิตที่เริ่มต้นด้วยความยากลำบาก ให้กลายเป็นชีวิตที่บังเกิดผลอย่างมากมาย ทั้งต่อครอบครัว โรงเรียน ชุมชนคริสตชน และพระศาสนจักรท้องถิ่นแห่งนี้
🍂ยิ่งมองชีวิตของท่าน ผมยิ่งรู้สึกว่า บางสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นความบังเอิญ เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยสายตาแห่งความเชื่อ กลับทำให้เราเห็นร่องรอยของพระหรรษทานที่ค่อย ๆ ทำงานอยู่ในชีวิต
🌾“ถ้าเมล็ดข้าวที่ตกลงในดินไม่ตาย มันก็จะเป็นเพียงเมล็ดเดียว แต่ถ้ามันตาย มันก็จะบังเกิดผลมากมาย” (ยน 12:24)
📜ผมมีโอกาสอ่านประวัติของครูบุญขีด ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบ เพื่อค้นหาพระวาจาสักตอนที่จะใช้เป็นลำนำแห่งความรักและความกตัญญูแด่คุณครูของเรา และในที่สุด ผมก็กลับมาหยุดอยู่ที่พระวาจาตอนนี้ ชีวิตของท่านเปรียบเสมือน “เมล็ดข้าว” ที่ถูกหว่านลงในดิน ผ่านความยากลำบาก ความสูญเสีย คำถาม และความไม่แน่นอนของอนาคต มารดาเสียชีวิตเมื่อท่านเกิดได้เพียงไม่กี่วัน บิดาแยกไปมีครอบครัวใหม่ ท่านเติบโตมากับตาและยายในครอบครัวที่ขัดสน ก่อนจะได้รับโอกาสทางการศึกษาจากภราดาโจเซฟ แมร์ต แห่งโรงเรียนโชติรวี นครสวรรค์ ที่นั่นเอง เด็กชายคนหนึ่งเริ่มแสวงหาความหมายของชีวิต เขาแอบเข้าไปอยู่ด้านหลังวัดน้อยระหว่างพิธีบูชาขอบพระคุณ เริ่มเรียนคำสอน และตัดสินใจรับศีลล้างบาป ต่อมาได้ไปพักอาศัยกับครอบครัวคริสตชนที่วัดนักบุญเปาโล หัวดง เข้าบ้านเณรนาซาเร็ธ นครพนม ก่อนจะกลับมาศึกษาต่อและเริ่มต้นชีวิตครู จากนั้น ท่านได้ใช้ชีวิตรับใช้พระศาสนจักรในงานแทบทุกด้านเท่าที่ความสามารถและโอกาสจะเอื้ออำนวย เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าสิ่งสำคัญมิใช่เพียงความสำเร็จของชีวิต แต่เป็นการที่ท่านค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะตายต่อตนเอง ยอมให้พระเจ้าเข้ามาเป็นศูนย์กลาง และใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น เพราะครั้งหนึ่งท่านได้รับความรักมาอย่างมากมาย ท่านจึงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อส่งต่อความรักนั้นให้แก่ผู้อื่น
🪦2
🍂คุณครูยวง มารี บุญขีด เรไร เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ที่อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์
ชีวิตในวัยเด็กเริ่มต้นด้วยความยากลำบาก มารดาคือ คุณแม่คำ เรไร เสียชีวิตหลังคลอดได้เพียงไม่กี่วัน ส่วนบิดาคือ คุณพ่อเขียน เรไร ได้แยกไปมีครอบครัวใหม่ ท่านจึงเติบโตภายใต้การดูแลของตาและยาย ซึ่งมีฐานะค่อนข้างยากจน คุณตาประกอบอาชีพช่างไม้ ท่านเคยเล่าว่า “แม้แต่เตารีดก็ไม่มีใช้ ต้องนำเสื้อนักเรียนสอดไว้ใต้ที่นอน เพื่อให้เรียบพอที่จะสวมใส่ไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น” หลังจากเรียนชั้นประถมศึกษาที่อำเภอท่าตะโก คุณยายได้นำท่านมาฝากเรียนที่โรงเรียนโชติรวี นครสวรรค์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของภราดาโจเซฟ แมร์ต ผู้เมตตาให้โอกาสเด็กยากจนคนหนึ่งได้รับการศึกษา ท่านตอบแทนความเมตตานั้นด้วยการช่วยทำงานต่าง ๆ ภายในโรงเรียน แต่สิ่งที่ได้รับจากโรงเรียนแห่งนี้มิใช่เพียงความรู้ หากยังเป็นโอกาสให้ท่านได้รู้จักพระเจ้าและความเชื่อคาทอลิก ท่านมักเข้าไปอยู่บริเวณด้านหลังวัดน้อยระหว่างพิธีบูชาขอบพระคุณ จนเกิดความสนใจในพระเจ้า เริ่มเรียนคำสอนกับคุณพ่อแวร์นิเอร์ และได้รับศีลล้างบาปในเวลาต่อมา โดยมีคุณปู่ปรีชา หงส์คง จากวัดนักบุญเปาโล บ้านหัวดง เป็นพ่อทูนหัว และได้รับนามนักบุญว่า “ยวง มารี”
🍂เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ด้วยคำแนะนำของคุณพ่อปีโอ ไอศวรรย์ จันทร์ลือชัย พระสงฆ์ของมิสซังท่าแร่-หนองแสง ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมเยียนคริสตชนที่วัดนักบุญเปาโล หัวดง เป็นประจำ ท่านจึงได้เดินทางไปเข้าบ้านเณรนาซาแร็ธ นครพนม เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตพระสงฆ์ แต่เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและอาหารได้ จึงเดินทางกลับนครสวรรค์ ต่อมาภราดาเรย์โนล คณะภราดาลาซาล ได้ชักชวนให้ท่านเข้ามาเป็นครูที่โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตครูที่ท่านอุทิศตนอย่างยาวนาน ท่านพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสอบชุด พ.ม. การศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ปริญญาตรีจากวิทยาลัยครูนครสวรรค์ และปริญญาโทด้านการบริหารการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เส้นทางชีวิตที่ครั้งหนึ่งเคยมุ่งสู่การเป็นพระสงฆ์ แม้จะไม่ได้ดำเนินต่อไปจนถึงการรับศีลบวช แต่กลับเปิดทางให้ท่านได้ค้นพบกระแสเรียกอีกลักษณะหนึ่ง นั่นคือการเป็นครูและฆราวาสผู้รับใช้พระศาสนจักร
🪦3
🧑🏼🏫ภาพจำที่หลายคนมีต่อครูบุญขีด คือภาพของ “นักการศึกษา”
🍂ท่านเป็นครูมาตลอดชีวิต มีลูกศิษย์มากมาย เคยดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ และภายหลังเกษียณอายุ ท่านยังเข้ามาช่วยงานด้านการศึกษาของสังฆมณฑลนครสวรรค์อย่างเต็มเวลา แต่หากมองให้ลึกกว่าหน้าที่การงาน เราจะเห็นว่าชีวิตของท่านมิได้หยุดอยู่เพียงการเป็นครู หากยังเป็นชีวิตของฆราวาสคนหนึ่งที่มีความรักและความผูกพันต่อพระศาสนจักรอย่างลึกซึ้ง ท่านทำหน้าที่ในสภาอภิบาลของอาสนวิหารนักบุญอันนาเป็นเวลาหลายปี มีบทบาทในการดำเนินการเรื่องที่ดิน และช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของอาสนวิหาร ต่อมา ท่านยังผลักดันให้เกิดสภาอภิบาลเขตปกครองที่ 1 และสภาอภิบาลระดับสังฆมณฑล เพราะท่านเชื่อว่า “ฆราวาสควรมีบทบาทอย่างจริงจังในการร่วมรับผิดชอบพันธกิจของพระศาสนจักร” ในด้านสังคม ท่านมองเห็นว่าปัญหาปากท้องและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ จึงสนับสนุนการออมทรัพย์ในรูปแบบเครดิตยูเนี่ยน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความไว้วางใจ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในชุมชนวัดและในหมู่ครูโรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ งานดังกล่าวยังมีผลสืบเนื่องให้เห็นในชุมชนวัดพระมารดานิจจานุเคราะห์ เข็กน้อย จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ท่านยังช่วยงานศูนย์สังคมพัฒนาในยุคเริ่มต้น โดยร่วมงานกับคุณพ่อแกงตาร์ด รวมถึงงานอภิบาลครอบครัว โดยมีส่วนร่วมในการดำเนินงานส่งเสริมชีวิตครอบครัวของสังฆมณฑล อีกบทบาทหนึ่งที่เด่นชัดคือ “งานอภิบาลกระแสเรียก” ท่านเป็นสมาชิกเซอร์ร่าของสังฆมณฑล เป็นครูสอนภาษาอังกฤษแก่สามเณรระดับมาสเตอร์ หรือครูเณร และมีส่วนร่วมในช่วงที่สังฆมณฑลกำลังเตรียมสถานที่และวางแผนจัดตั้งบ้านเณรเล็ก ท่านได้ช่วยพระคุณเจ้ายอแซฟ บรรจง อารีพรรค ในงานส่งเสริมกระแสเรียก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของชีวิตพระศาสนจักรท้องถิ่น นอกจากนั้น ท่านยังเป็น “มิตรแท้ของคณะคาร์แมล นครสวรรค์” ตั้งแต่ช่วงแรกของการก่อตั้งอาราม ท่านช่วยเหลืออาราม เป็นอาจารย์สอนบรรดามาเซอร์ และเป็นที่ปรึกษาที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอมา เมื่อมองงานทั้งหมดนี้ เราอาจเห็นชื่อของท่านปรากฏอยู่ในหลายหน่วยงาน แต่สำหรับผม สิ่งที่เชื่อมโยงงานเหล่านั้นเข้าด้วยกันมีเพียงอย่างเดียวคือ “หัวใจของคนคนหนึ่งที่รักพระศาสนจักร และต้องการให้พระศาสนจักรเติบโต” ท่านไม่ได้เป็นพระสงฆ์อย่างที่เคยตั้งใจไว้ในวัยหนุ่ม แต่ท่านได้ใช้ชีวิตฆราวาสอย่างเต็มเปี่ยมด้วยจิตตารมณ์แห่งการรับใช้
🪦4
🖤“มิสซาขอบพระคุณจบแล้ว”
🍂จากเด็กชายที่แอบเข้าไปในวัดน้อยระหว่างพิธีบูชาขอบพระคุณ เพื่อแสวงหาความหมายของชีวิตในวันนั้น สู่ผู้ใหญ่ที่กลายเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนจักรท้องถิ่นแห่งนี้
⌛เมื่อมองย้อนกลับไป ผมยิ่งเชื่อว่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่เราไม่อาจคาดเดา แต่พระเจ้าทรงสามารถนำเหตุการณ์เหล่านั้นให้บังเกิดผลดีได้เสมอ ภาพจำที่ผมมีต่อครูบุญขีดอย่างหนึ่งคือ “การร่วมมิสซาขอบพระคุณ” ท่านให้ความสำคัญกับพิธีบูชาขอบพระคุณอย่างยิ่ง ในเช้าวันอาทิตย์ ผมเคยเห็นท่านมาร่วมมิสซาที่อารามคาร์แมล และเมื่อผมไปอาสนวิหารในช่วงสาย ก็ยังพบว่าท่านกำลังยืนภาวนาอยู่ในวัด ผมยังจำคำพูดของท่านได้ดี ตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นสามเณรเล็ก เมื่อท่านมาอบรมเรื่องกระแสเรียก ท่านมักกล่าวเสมอว่า“พระสงฆ์สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีพระสงฆ์ ก็ไม่มีมิสซาขอบพระคุณ” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่า พิธีบูชาขอบพระคุณมิได้เป็นเพียงกิจศรัทธาที่ท่านปฏิบัติ แต่เป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อและชีวิตของท่าน เมื่อจบพิธีบูชาขอบพระคุณ พระสงฆ์จะกล่าวว่า “จงไปในสันติสุขของพระคริสตเจ้าเถิด” และสัตบุรุษตอบว่า “ขอขอบพระคุณพระเจ้า” วันนี้ ชีวิตในโลกนี้ของครูบุญขีดได้สิ้นสุดลงแล้ว ผมจึงอยากกล่าวถ้อยคำเดียวกันนี้กับท่านอีกครั้ง 🌿“จงไปในสันติสุขของพระคริสตเจ้าเถิด”🌿 และเมื่อมองย้อนกลับไปถึงชีวิตที่ท่านได้มอบให้แก่ผู้อื่น ผมก็อยากตอบด้วยถ้อยคำที่เราคุ้นเคยในพิธีบูชาขอบพระคุณว่า “ขอขอบพระคุณพระเจ้า” ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับชีวิตที่งดงามของครูบุญขีด ขอบพระคุณสำหรับชีวิตที่เป็นพระพรแก่ครอบครัว ชุมชนอาสนวิหารนักบุญอันนา โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ บ้านเณรจอห์น ปอล อารามคาร์แมล สังฆมณฑลนครสวรรค์ และผู้คนอีกมากมายที่ได้รับความรักและความช่วยเหลือจากท่าน มิสซาขอบพระคุณจบแล้ว แต่ความดีงามที่ท่านได้หว่านไว้ยังคงบังเกิดผลในชีวิตของผู้คน
✒️ปล.
💬ผมอยากปิดท้ายด้วยคำสอนสุดท้ายที่ครูบุญขีดฝากไว้ให้เรา “จงให้อภัย แล้วท่านจะได้รับการอภัย” (ลก 6:37) พระวาจาตอนนี้ติดอยู่ด้านหลังรถของท่าน สำหรับผม นี่อาจเป็นคำสอนที่เรียบง่ายที่สุด แต่จริงจังที่ท่านได้ฝากไว้ คนคนหนึ่งอาจใช้เวลาทั้งชีวิตสอนหนังสือ ถ่ายทอดความรู้ และช่วยเหลือผู้อื่น แต่เมื่อถึงวันสุดท้าย สิ่งที่ยังคงสอนเราได้ อาจเป็นเพียงพระวาจาสั้น ๆ ที่เขาเลือกให้ติดอยู่กับชีวิตของตน “จงให้อภัย”
🙏🏼ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานการพักผ่อนนิรันดรแก่ยวง มารี บุญขีด เรไร และขอให้ความสว่างนิรันดรส่องแสงแก่ท่านเทอญ ขอให้ท่านพักผ่อนในสันติสุขของพระคริสตเจ้า อาแมน🕊️✝️🖤
