📖บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น
✨ยน 5:1-3ก, 5-16
✨เมื่อถึงวันฉลองวันหนึ่งของชาวยิว พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ที่กรุงเยรูซาเล็มใกล้กับประตูแกะ มีสระชื่อเป็นภาษาฮีบรูว่า เบเธสดา มีระเบียงล้อมรอบอยู่ห้าด้าน ตามระเบียงเหล่านี้มีผู้เจ็บป่วยนอนอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น คนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาต ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขานอนอยู่ และทรงทราบว่าเขาป่วยมานาน จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านอยากจะหายป่วยไหม” ผู้ป่วยนั้นตอบว่า “ท่านขอรับ ไม่มีใครช่วยจุ่มข้าพเจ้าลงในสระเมื่อน้ำกระเพื่อม พอข้าพเจ้ามาถึง คนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว” พระเยซูเจ้าจึงตรัสแก่เขาว่า “จงลุกขึ้น ยกแคร่ที่นอน และเดินไปเถิด” ชายผู้นั้นก็หายเป็นปกติทันที เขายกแคร่ที่นอน และเริ่มเดินไป
🕊วันนั้นเป็นวันสับบาโต ชาวยิวจึงพูดกับชายที่หายป่วยนั้นว่า “วันนี้เป็นวันสับบาโต ท่านแบกแคร่ที่นอนไม่ได้” เขาจึงตอบว่า “คนที่รักษาข้าพเจ้าให้หายป่วยบอกข้าพเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ที่นอน และเดินไปเถิด’ ” เขาเหล่านั้นถามว่า “คนนั้นเป็นใคร คนที่บอกท่านให้ยกแคร่ที่นอนและเดินไป” แต่ชายที่หายป่วยไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในหมู่ประชาชนที่อยู่ที่นั่นแล้ว
✨ต่อมา พระเยซูเจ้าทรงพบชายผู้นั้นอีกในพระวิหาร จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านหายเป็นปกติแล้ว อย่าทำบาปอีก มิฉะนั้น เหตุร้ายกว่านี้จะเกิดขึ้นแก่ท่าน” ชายผู้นั้นจากไป แล้วบอกกับชาวยิวว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้รักษาเขาให้หายป่วย ชาวยิวเริ่มเบียดเบียนพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ทรงกระทำการนี้ในวันสับบาโต
💒ข้อคิดจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น (ยน 5:1–3ก, 5–16)
1
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่สระเบเธสดา ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งมีคนเจ็บป่วยจำนวนมากมารอคอยการรักษา และชายคนหนึ่งต้องทนทุกข์กับโรคภัยมานานถึง สามสิบแปดปี จนดูเหมือนว่าชีวิตของเขาแทบจะหมดความหวังแล้ว แต่เมื่อเขาได้พบกับพระเยซูเจ้า ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทันที
2
เวลาที่คนเรามีความทุกข์ บางครั้งเหมือนกับว่าเรา ลุกขึ้นไม่ได้ หายใจไม่ออก และมองไม่เห็นทางออกของชีวิต แต่พระเจ้ามักทรงมีหนทางของพระองค์เสมอ อาจไม่ใช่หนทางที่เราคิด หรืออาจมาในเวลาที่เราคาดไม่ถึง บางครั้งพระเจ้าทรงส่ง ผู้คน เหตุการณ์ หรือโอกาสบางอย่าง เข้ามาช่วยเรา แม้ในตอนแรกเราอาจไม่ทันสังเกตว่านั่นคือพระหรรษทานของพระเจ้า
สิ่งหนึ่งที่ช่วยเยียวยาเราจากความทุกข์คือ “เวลา” เวลาเป็นพระพรที่ช่วยให้มนุษย์เรียนรู้ การรอคอย การยอมรับ และการปล่อยวาง หลายครั้งสิ่งที่ดูเหมือนปัญหาใหญ่ในวันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เราเติบโตขึ้น
3
ประการแรก ความหวังไม่ควรถูกดับลง
ชายคนนี้รอคอยมานานถึง 38 ปี แม้จะไม่มีใครช่วยเขา แต่เขายังไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต ความหวังแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของเราได้
ประการที่สอง พระเจ้าทรงมองเห็นความทุกข์ของมนุษย์
ก่อนที่ชายผู้นั้นจะขอความช่วยเหลือเสียอีก พระเยซูเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นเขา และทรงทราบว่าเขาป่วยมานาน พระเจ้าทรงรู้จักความเจ็บปวดของเรา แม้ในเวลาที่เราไม่ได้พูดอะไรเลย
ประการที่สาม การรักษาที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงร่างกาย แต่รวมถึงจิตใจและชีวิตฝ่ายจิตด้วย
หลังจากชายผู้นั้นหายป่วย พระเยซูเจ้าตรัสว่า
“ท่านหายเป็นปกติแล้ว อย่าทำบาปอีก”
แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงชีวิตและการกลับใจ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการหายป่วยทางกาย
ประการที่สี่ อย่าปล่อยให้กฎเกณฑ์บดบังความเมตตา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันสับบาโต ชาวยิวบางคนสนใจเพียงว่าเขาแบกแคร่ในวันสับบาโต แต่กลับมองไม่เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ได้รักษาคนป่วยให้หาย เรื่องนี้เตือนเราว่า ความรักและความเมตตาควรมาก่อนกฎเกณฑ์เสมอ
ท้ายที่สุด พระวรสารตอนนี้สอนให้เรารู้ว่า
พระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของมนุษย์เสมอ แม้ในช่วงเวลาที่เราคิดว่าทุกอย่างเงียบงันที่สุด
4
ความทุกข์อาจยาวนาน แต่พระหรรษทานของพระเจ้าอาจมาถึงในช่วงเวลาหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล
บางครั้งสิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัสกับชายคนนั้น
“จงลุกขึ้น”
อาจเป็นถ้อยคำที่พระองค์ตรัสกับเราเช่นกัน
ให้ลุกขึ้นจากความสิ้นหวัง ความกลัว หรือความท้อแท้
และเริ่มก้าวเดินต่อไปด้วยความเชื่อและความไว้วางใจในพระเจ้า
✝ปล.
อาแมน - สมพรปากเถิด
#นายชุมพาดินแดนพันธสัญญา
#สังฆมณฑลนครสวรรค์
